อ้อมอกแม่ ตอนที่ 2
หนูพินทอง

 

สวัสดีค่ะ เอิ๊ก ๆ ๆ ๆ

วันนี้หนูมีความสุข ที่สุดในโลกเลยค่ะ หนูได้กลับบ้านแย้วว พ่อกับแม่น่ารักจังเลย .....แม่บอกกับหนูว่า แม่ทนไม่ได้ที่ทำให้ลูกห่างจากอ้อมอกแม่ ปาป้า ก็อยากให้หนูอยู่ใกล้ ๆ หนูชอบเล่นกับปาป้า ...หนูต้องนอนคอยเวลาที่ปาป้ากลับบ้าน หนูจะงอแง ถ้าปาป้า กลับบ้านมาดึก ๆ แต่ตอนนี้หนูสบายใจแย้ว จิง จิง มาม้า กับ ปาป้า ไปทำงานพร้อมกัน กลับบ้านพร้อมกัน ตอนกลางวันหนูก็ไปอยู่กับคุณตา คุณยาย คุณป้า น้า อา อู ญาติหนูเยอะน่ะ จะบอกให้ บ้านก็อยู่ใกล้ ๆ กัน หนูอาจจะไม่สบายเหมือนอยู่กับคุณปู่ กับคุณย่า หนูจะไม่ลืมความสุขที่อยู่กับคุณปู่ กับคุณย่า ปู่สอนให้หนูเล่น สู้ เว้ย หนูยังทำได้เลย เสียดายปู่บอกหนูว่า หนูจะต้องกลับไปอยู่กับอ้อมอกของแม่ เอาไว้สักพักปูจะเอาหนูไปล้างบาป หนูจะได้พ้นจากบาปกำเนิด หนูจะได้โตอยู่ในศีลในพรของพระเจ้า เพราะพระองค์ทรงรักเรามากที่สุด..... อีกไม่กี่วัน ก็ใกล้วันคิดมาสแล้ว พระกุมารจะบังเกิดมา ปู่เล่าให้หนูฟังว่า วันนี้จะเป็นวันที่ยิ่งใหญ่ เราต้องเตรียมจิตใจของเราเพื่อต้อนรับพระกุมาร ทุกคนจะยินดีและเฉลิมฉลอง ทั่วโลกจะร้องเพลงรื่นเริง สรรเสริญ ต้อนรับพระองค์ ปู่บอกหนูว่า สงสารพระแม่มารีอา ลองคิดดูซิ พระนางต้องทรมานเพียงไหน ต้องอุ้มท้องที่ใกล้จะคลอดแล้ว แต่ยังหาสถานที่พักไม่ได้เลย ตามโรงแรมก็เต็มไปหมด ขนาดแม่หนูนะ ยังต้องฝากท้องที่โรงพยาบาลตั้งนาน มีหมอคอยดูแลตลอด แต่แม่เล่าให้หนูฟังว่า แม่ต้องอดทนต่อความเจ็บปวดมาก เพื่อให้หนูออกมาอย่างปลอดภัย แม่มีทุกอย่างที่อำนวยความสะดวก แต่น่าสงสารแม่พระต้องอดทนเพียงไหน หาสถานที่ไม่ได้เลย หนูเชื่อว่าไม่มีแม่คนไหนที่ไม่ต้องการหาสถานที่ที่ปลอดภัยเพื่อคลอดลูก .....ในที่สุดแม่พระก็ได้ให้กำเนิดพระกุมารเยซูในคอกเลี้ยงสัตว์ พระนางเอาผ้าห่อพระบุตรไว้ในรางหญ้า ท่ามกลางฝูง โค ลา ปู่บอกว่า พระเป็นเจ้าได้สอนให้มนุษย์รู้จักความยากจน ไม่หลงไหลในโลกมนุษย์ ให้รู้จักละทิ้ง บาป ไม่มัวเมาในความชั่วร้ายต่าง ๆ เพื่อที่มนุษย์จะได้มีสันติสุขในพระเจ้า ....หนูฟังปู่เล่าถึงบาปนานา....ทำให้เราหลงทางอยู่กับปีศาจ...หนูไม่อยากอยู่กับปีศาจ ...หนูกลัวบาป ...เพราะบาปทำให้เคืองน้ำพระทัยพระเจ้า ซึ่งพระองค์ทรงรักเรา และอยู่ใกล้กับเราตลอดเวลา ...ไม่ว่าเราจะทอดทิ้งพระองค์ ....พระองค์ก็ยังทรงรักเรามากที่สุด ไม่เคยคิดที่จะทอดทิ้งเราเลย...พระองค์ยังคอย.....คอยเรากลับมาหาพระองค์ ...ทุก ๆ คน ในโลกนี้จึงยินดีที่จะกลับไปหาพระองค์ และเตรียมจิตใจที่จะพบพระองค์ เพื่อความรัก และสันติสุขในโลก ...หนูอยากจะไปฉลองวันคิตมาส จังเลย ไม่รู้ ปาป้า มาม้า จะพาหนูไปจูบพระกุมารหรือเปล่า ??? สุดท้ายนี้หนูอยากฝากเรื่องของเด็กน้อยคนหนึ่งในวันคิตมาส ......เพื่อระลึกถึงความดีของเขาที่อาจจะถูกลืมไป........หนูคิดถึงทุก ๆ คน ...โดยเฉพาะคุณปู่กับคุณย่า คะ ....สุขสันต์วันคริสตมาสนะคะ..แล้วพบกันใหม่คะ บ๊าย บาย ...สู้.. เว้ย ทุก ๆ คน......หนูพินทอง

โยซูอา เด็กกวาดคอกสัตว์

 

เด็กน้อยโยซูอา สะดุ้งตื่นแทบจะตกเตียงเมื่อด้ามไม้กวาดหวดมาบนหลังผอม ๆ ของเขา "ตื่น ๆ ลุกขึ้นไม่อย่างนั้นก็จะส่งแกไปอยู่กับพวกคาราวานในตลาด" ภรรยาเจ้าของโรงแรมเล็ก ๆ นั้น ดุเขาแต่เช้ามืด "เอ้านี่ อาหารเช้า รีบ ๆ กินเข้า อย่าไถล มีงานทำอีกเยอะแยะ

หญิงเจ้าเนื้อส่งห่ออาหารซึ่งมีเนื้อและขนมปังให้โยซูอา แล้วก็รีบออกไปทำงานในครัวต่อ

โยซูอารีบกินอาหารอย่างหิวโหย เช็ดมือที่เลอะอาหารกับชุดยาวที่ใส่อยู่ และเริ่มทำงานแต่เช้า เขาเป็นเด็กกำพร้า แต่เขาก็ยังเป็นเด็กที่โชคดีกว่าเด็กอีกหลาย ๆ คน เขามีที่ซุกหัวนอนตอนค่ำคืน และมีอาหารกินทุกมื้อ มีเพื่อนที่เบธเลเฮม นายของเขาไม่ใจดีกับเด็กกำพร้าแบบนี้สักเท่าไร เขาจึงรู้สึกกตัญญูต่อเจ้าของโรงแรมและภรรยาที่เขาเป็นเด็กกวาดคอกสัตว์ เขาไม่ถือสา กับการปฏิบัติแบบหยาบ ๆ ของคนทั้งสองนั้น

โยซูอารักและใจดีต่อบรรดาสัตว์ที่เขาเลี้ยงมัน เมื่อเขาแปรงขนให้กับพวกมัน เขาจะพูดกับมัน กอดมัน ในเวลากลางคืนเขาก็ได้กอดมัน และลมหายใจอุ่น ๆ ของมันช่วยให้เขานอนหลับสบายทุกคืน

สองสามวันมานี้ ผู้คนมากมายหลั่งไหลเข้ามาในเมือง เจ้าของโรงแรมดีใจมากที่มีคนมาพักเต็มแน่นทุกห้อง ภรรยาเจ้าของโรงแรมก็ทำอาหารและทำความสะอาดไม่ได้หยุดมือ โยซูอา ก็มีงานทำตลอดตั้งแต่เช้ายันค่ำ เลี้ยงดูอูฐ ม้า ลาของแขกที่มาพัก ตราบใดที่เขามีงานเต็มมือ เขาก็จะหายเหงา แต่เขาก็เรียนรู้ที่จะไม่หวังอะไรมากมายนักจากชีวิตนี้ เพื่อจะได้ไม่ผิดหวัง

อย่างไรก็ตาม บางครั้งเขาก็รู้สึกว้าเหว่ อยากอยู่ในครอบครัว อยากมีแม่ที่กอดเขาบ้าง อยากมีพ่อที่กอดเขาด้วยความภูมิใจ ความคิดนี้ทำให้เขาเจ็บปวดด้วย เขาจึงหางานทำเพื่อไม่ให้ว่าง บ่ายมากแล้ว เขากวาดคอกสัตว์เสร็จ กำลังปูหญ้าแห้งบนพื้นคอก เขาได้ยินเสียงถกเถึยงกัน เขาจึงตั้งใจฟังตรงทางเข้าโรงแรม เขาเห็นชายคนหนึ่งกับหญิงอีกคน เสื้อผ้ามีฝุ่นเต็มไปหมด ทั้งคู่สีหน้าแสดงความวิตก ชายคนนั้นกำลังพูดอยู่กับเจ้าของโรงแรม "ก็บอกแล้วไงว่า ไม่มีที่ ไม่มีจริง ๆ เชิญไปเถอะ" โยซูอาได้ยินเสียงเจ้าของโรงแรมตวาดเบา ๆ

"แต่คุณต้องรับพวกเขา ซิมอน" ภรรยาเขาท้วงขึ้น "ดูซิ..ผู้หญิงนั่นกำลังท้อง คุณไล่เขาไปนอกถนนไม่ได้ ดวงอาทิตย์ก็ตกแล้ว" ตอนที่กำลังพูดนั้น อากาศอ้าวเหลือเกินและหญิงนั้นก็ดูว่าอาจจะตกจากลาที่เหนื่อยอ่อนนั้น ไม่วินาทีใดวินาทีหนึ่ง มีบางอย่างที่ดึงดูดเด็กกวาดคอกสัตว์คนนี้ เขาค่อย ๆ เดินมาทางประตู สิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากนี้ โยซูอาก็ไม่รู้ว่ามันเป็นได้อย่างไร

เขาเดินตรงไปจับสายจูงลา "ผมจะจัดหาที่ให้เขาเอง คอกสัตว์สะอาด แห้ง และก็ปลอดภัยดีกว่าที่ถนน" เจ้าของโรงแรมและภรรยาจ้องมองโยซูอาอย่างแปลกใจ จนเขารู้สึกว่าเขาคงจะถูกเล่นงานที่เข้ามายุ่ง แต่เจ้าของโรงแรมแค่ยักไหล่และดันหลังภรรยาให้เข้าไปในตัวบ้าน "ถ้าคุณพอใจก็ไปกับเจ้าหนุ่มนี้ก็ได้" เจ้าของโรงแรมพูดอนุญาต และโบกมือไล่ให้ไป

โยซูอานำทั้งคู่และลาไปยังด้านหลังคอกสัตว์ที่สะอาดสะอ้านแล้ว เขาเอาหญ้าแห้งมาวางไว้ตรงมุมคอก ช่วยหญิงนั้นเอาผ้าปูข้างบน แล้วเขาก็ปล่อยสองคนนั้นไว้ตามลำพัง เขาเอาลาสกปรกออกไปข้างนอกให้น้ำ เลี้ยงอาหารแล้วแปรงขนให้มัน คืนนั้นเขาหลับสนิท รู้สึกอบอุ่น ยังมืดอยู่เลย เมื่อโยซูอาตื่นขึ้น เขายังนอนนิ่ง ๆ งง ๆ ว่าทำไมเขารู้สึกตัวตื่นขึ้นมา เขารู้สึกว่ามีอะไรบางอย่างเกิดขึ้นเมื่อคืนนี้ เขาค่อย ๆ คลานไปยังที่ที่เขาทิ้งสามีภรรยา 2 คนนั้นไว้ เขาแอบมองข้ามรางหญ้าออกไป เขาเห็นทั้งสองกำลังนั่งอยู่กลางลำแสงที่ส่องมา มองขึ้นไปทางหลังคาที่มีช่องโหว่ มีดวงดาวดวงหนึ่งส่องแสงจ้า และแสงนี้ส่องเข้ามาสว่างตรงมุมคอกสัตว์นี้ด้วย เขาเห็นหญิงนั้นอุ้มเด็กที่เกิดใหม่ เธอกำลังกล่อมเด็กนั้น แขนของเด็กน้อยขยับไปมา และแม่ก็กอดไว้พร้อมกับฮัมเพลงเบา ๆ พ่อเด็กยืนดูข้าง ๆ เงียบ ๆ

เป็นภาพที่โยซูอาฝันกลางวันบ่อย ๆ ความรักของแม่ ความภูมิใจของพ่อ เด็กที่พ่อแม่รัก... ภาพงดงามตรงหน้าทำให้ดวงใจเขาถูกบีบคั้น เขาสะอื้นออกมาเบา ๆ แม่เด็กได้ยินเสียงนี้ จึงเงยหน้าขึ้นพบดวงตาของโยซูอา กำลังแอบมองอยู่

"เข้ามาซิ" เธอกระซิบ สายตาอ่อนโยนและรักใคร่ ดึงดูดให้โยซูอาออกจากที่ซ่อนเดิมไปคุกเข่าอยู่ข้าง ๆ เธอ จ้องมองเด็กน้อยที่อยู่ในอ้อมแขนของเธอ "หนูชื่ออะไรเจ๊ะ?"

"โยซูอาครับ" เด็กกวาดคอกสัตว์ตอบ

"โยซูอา นี่เยซูนะหนู หนูรู้ไหมว่า เยซุเป็นภาษากรีกที่เป็นชื่อเดียวกับชื่อหนู ซึ่งแปลว่า "พระเป็นเจ้าคือพระผู้ช่วยให้รอดของฉัน"

โยซูอา ได้แต่สั่นศรีษะ เขาไม่เคยรู้ความหมายของชื่อเขาเลย ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวเขาเองมีความหมายสำหรับใคร

โยซูอา ยื่นมือออกไปอุ้มเด็กโดยไม่พูดอะไรสักคำ เขากอดเด็กไว้กับอก กับหัวใจของเขา และเฝ้ามองริมฝีบาปเล็ก ๆ ที่มีรอยยิ้มแม้กำลังหลับ เขารู้สึกว่าหัวใจเขาเต้นแรง เขาได้ยินเสียงของหญิงนั้นก้องในหัวใจว่า "พระเป็นเจ้าคือพระผู้ช่วยให้รอดของฉัน" เขารู้สึกราวกับว่า แสงสว่างของดวงดาวนั้น ส่องเข้าไปในวิญญาณของเขา จุดความหวังของเขาให้ลุกโชนขึ้น เขาลูบแก้มเด็กเบา ๆ และรู้สึกมั่นใจว่าแม้เขาจะอยู่โดดเดี่ยว แต่ที่นี่ เขาไม่ว้าเหว่เลย ในความมืดของคอกสัตว์และกลิ่นของหญ้าแห้ง ...
องค์ความรักได้พบกับเด็กชายกำพร้าเล็ก ๆ คนหนึ่ง

(แม่พระยุคใหม่ ฉบับที่ 126)