คุณพ่อวรยุทธ กิจบำรุง เขียน

 

"เกิดอะไรขึ้นกับคนไทยเราวันนี้?"

ทำไม บ้านเมืองเราถึงเป็นอย่างนี้?

ทั้งๆ ที่เรา ในอดีตได้ยินได้ฟังหลายคนบอกว่า ได้ช่วยกันสร้างบ้านสร้างเมืองให้เจริญรุ่งเรือง เจริญก้าวหน้า เราเป็นเสือ เป็นผู้นำ เราเก่ง ฯลฯ

แต่มาถึงวันนี้.... ได้เกิดคำถามใหม่ขึ้นมาอีกว่า

"เราก้าวมาถูกทิศ ผิดทางหรือเปล่า" เพราะยิ่งวัน ยิ่งมีปัญหามากมายรุมเร้าและรุนแรง เหมือนว่าเรากำลังเดินมาถึงทางตัน หรือถูกล็อกใช่ไหม?

ภาษานักเลงหมากรุก ก็ต้องบอกว่าเราโดย "รุกฆาต!"

ปัญหาเรื่องความยากจน.... เราก็ทำท่าว่ากำลังจะรวย!

ปัญหาเรื่องการด้อยพัฒนา ... เราก็ดูสุวรรณภูมิเอาก็แล้วกัน

ปัญหาเรื่องโรคภัยไข้เจ็บ เราก็รักษาได้ดี ทั้งฟรีและราคาต่ำ

ปัญหาเรื่องการไม่รู้หนังสือ ก็ดูเอา  เราเก่งเรื่อง "ตัวเลข"

ปัญหาเรื่องโจรผู้ร้าย... เราก็จับขังจนล้นคุก

ปัญหาเรื่องยาเสพติด... เราก็เก็บจนไม่กล้าทำกัน

ปัญหาเรื่องผิดกฎหมาย... เราแก้ที่กฎหมาย ก็เรียบร้อย ไม่ยาก!

ปัญหามากมายที่ผ่านมา เราแก้ได้ และหลายอย่างก็ผ่านไปได้ดี จนทุกวันนี้ ดูเหมือนว่า เราปลอดจากปัญหาเหล่านั้น

แต่สิ่งที่เราเคยได้ยินว่าแก้ได้หมดแล้ว มาวันนี้... มันได้ฝังตัวและฟักตัวรวมกัน และกลายพันธุ์มาเป็นปัญหาใหม่ เติบใหญ่ขึ้นอย่างเงียบๆ เหมือนเนื้องอก กลายเป็นมะเร็ง จนแน่นอยู่ในอกคนไทยทั่วไป ถือว่าเป็นเรื่องใหญ่โตเป็นวาระแห่งชาติ คือ

"คนไทยเราไม่ไว้ใจกันและกัน!!!!

ปัญหานี้ ทำให้บ้านเมืองล่มสลายได้ ความเสียหายครั้งนี้ยิ่งใหญ่นัก เป็นอุปสรรคดังขุนเขา ปัญหาครั้งนี้ ถ้าแก้ไม่ดีบ้านเมืองเรา ไม่ใช่เพียงแค่ "ปิดล็อก" แต่จะกลายเป็น "ปิดฝาโลง" ทีเดียว!

ประชาชนไม่ไว้ใจผู้นำประเทศ ผู้บริหาร ข้าราชการ เจ้าหน้าที่ ฯลฯ ว่าพูดจริง ทำจริง คำพูดแต่ละครั้ง กลายเป็นโกหกคำโตๆ ความจริงเพียงน้อยนิด แต่พูดดังๆ ฟังชัดๆ มันก็ดูดีกว่า เรื่องผิดหนักแต่พูดเบาๆ ฟังไม่ชัด

ทุกวันนี้... ผู้นำ ผู้ใหญ่ ผู้บริหาร เจ้าหน้าที่ ฯลฯ....
"ยิ่งพูดยิ่งมีปัญหา ยิ่งทำยิ่งผิด!"
"ยิ่งคิดจะสร้างสรรค์โครงการใหญ่ ๆ ยิ่งกลายเป็นหาโอกาสเอาผลประโยชน์เข้าตนเอง ครอบครัว วงศ์ตระกูล พรรคพวก"

ยิ่งพยายามแก้ปัญหา กลับกลายเป็นสร้างปัญหามากขึ้น

ยิ่งมีเงิน ยิ่งมีอำนาจ ยิ่งมีทั้งเงินและอำนาจ ยิ่งหิวกระหายและโหยหายิ่งขึ้น

สิ่งที่เราได้ยินในประเทศ กับต่างประเทศ ทำไมความจริงไม่ตรงกัน ตัวเลขคนละตัว

ทำไม ภาพที่ปรากฏบนจอโทรทัศน์ คนละช่อง คนละค่าย และหน้าหนังสือพิมพ์คนละฉบับ เสียงพูดคุยกันในรายการวิทยุแต่ละอาทิตย์ มันไม่ค่อยตรงกับเสียงกระซิบที่ร้านกาแฟข้างบ้าน ผ่านโทรศัพท์มือถือ ผ่านอินเตอร์เน็ต มันกลายเป็นคนละเรื่องเดียวกัน

ซ้ำร้ายและหนักกว่านั้น!

ตรงกันข้าม กลับไปให้น้ำหนักกับเสียงกระซิบ ข่าวลือ มันน่าเชื่อกว่า เรื่องนิยายกลายเป็นเรื่องน่าเชื่อถือ เอาจริงเอาจังกันไปแล้วสำหรับคนยุคนี้

บุคคลที่สังคมคาดหวังและยกย่องว่าจะเป็นที่พึ่งพิงในยามทุกข์ยาก จะเป็นผู้ให้ความยุติธรรม ผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ ผู้เสียสละ ละกิเลสเหมือนสมณเพศ กลายเป็นสะสมกิเลสเป็นภูเขา

บัดนี้... เสียงร้องเรียนเรียกร้องหาความยุติธรรม ดังกระหึ่งไปทั่วประเทศ
คำถามว่าใครพูดความจริง ความจริงคืออะไร คำถามมากมายกลายเป็นเหมือนหญิงคลอดลม ความยุติธรรมมองไม่เห็นแสงสว่าง

ชีวิตนี้มีแต่เป็นผู้ให้ มือที่เคยยกไหว้คนได้ทั่วทิศ ปากที่เคยพูดว่ารับใช้
บัดนี้กลายเป็นอุ้งมือมาร มัจจุราชคิดจะฟาดฟัน ผู้ที่คิดว่าจะเป็นผู้ให้กลายเป็นผู้เอาและกอบโกย งบประมาณที่ตั้งแต่ละโครงการสูงยาวเหมือนตึก บนพิมพ์เขียนหรือโมเดล แต่ของจริง คุณภาพแสนต่ำ ผลงานเสร็จเพียงตอหม้อ หรือเสาหินล้านปี

ผู้รักษากฎหมาย ผู้รักษาชีวิต ผู้รักษาศีลธรรม ผู้ให้กำเนิด ผู้ที่เป็นพ่อแม่คนที่สอง บุคคลที่อยู่ในเครื่องแบบกลายเป็นบุคคลที่น่าสงสัย คนใกล้ตัวกลายเป็นบุคคลอันตราย

ประเทศไทยเป็นประเทศมีประชากรกว่า 60 ล้านคน ประชาชนต้องถือกฎหมาย มีวินัยในตนเอง ทุกเรื่อง ต้องมีศีลธรรมประจำใจ

เมื่อเห็นโครงสร้างองค์ประกอบของบ้านเมืองแล้ว ช่างเหมือนสวรรค์บนดิน เรามีรัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดเขียนขึ้นอย่างดี รอบคอบ เรามีศาสนา มีสมณะ เจ้าหน้าที่ตำรวจ อาสาสมัครมากมายฯลฯ

เจ้าหน้าที่ ตั้งแต่ระดับสูงๆ ต้องเป็นแบบอย่างที่เด่นชัดให้สังคม เมื่อผิดก็ต้องลงโทษกันอย่างชัดเจน อะไรที่ผิดกฎหมายก็ต้องรีบแก้ไขตั้งแต่แรกๆ

ประเทศที่เขามีประชากรเพียงไม่ถึง 10 ล้านคน เขาเจริญก้าวหน้า เพราะเขามีวินัย และถือเคร่งครัดกัน นับประสาอะไรกับสังคมที่มีผู้คนมากมาย ก็ยิ่งต้องจำเป็นมากยิ่งขึ้น แต่ตรงกันข้าม กลับปล่อยปละ หละหลวม สังคมไทย จึงเน่าเหม็นในหลายประเด็น

ที่ผ่านๆ มา ... เราพูดถึงแต่จะเอาเงินคนอื่นเขา แต่คนของเราจะถูกกระทำอย่างไร เป็นอย่างไร ไม่สนใจ

เราคิดจะเปิดบ้าน เปิดประเทศ เพื่อจะได้เงินทองของเขา แต่แล้วก็โดนกวาดเอาไปหมด

     อนิจจา!   อนิจจัง!

มาถึงวันนี้... ปีนี้.. เป็นโอกาสดีที่ประเทศไทยเราเป็นเสีเหลือง เพื่อในหลวงของเรา

เราควรจะเริ่มต้นสร้างวัฒนธรรมใหม่ ในจิตสำนึกของเรา "วัฒนธรรมสีเหลือง" เหลืองอร่ามด้วยคุณธรรมความดี น้ำใจ เสียสละต่อส่วนรวม ความเข้าใจและหวังดีต่อประเทศชาติ มุ่งมั่นเคร่งครัดในกฎระเบียบ วินัยในตนเองและสังคม

หาทางกำจัดสีดำกลางใจ สิ่งที่ไม่ดีทั้งหลาย ไม่ถูกต้องให้หมดไป จากใจของเรา จากครอบครัว จากบริษัทห้างร้านของเรา........

สีเหลืองจะเป็นสีประจำประเทศไทย ประจำใจของคนไทย เป็นสัญลักษณ์ของคนไทยต่อสายตาชาวโลก และเป็นที่ "พอพระราชหฤทัยของพระเจ้าอยู่หัว ในหลวงในใจของเรา"